ทลายนิยาม “นายธนาคาร” อีกหนึ่งอาชีพที่คนคิดว่าผู้ชายเท่านั้นที่ทำได้ กับ “โฟร์ท นฤมล จิวังกูร” อีกหนึ่งผู้บริหารสุภาพสตรี แห่งธนาคารซิตี้แบงก์ ประเทศไทย

ทลายนิยาม “นายธนาคาร” อีกหนึ่งอาชีพที่คนคิดว่าผู้ชายเท่านั้นที่ทำได้  กับ “โฟร์ท นฤมล จิวังกูร” อีกหนึ่งผู้บริหารสุภาพสตรี แห่งธนาคารซิตี้แบงก์ ประเทศไทย

คำว่า “นายธนาคาร” คือตำแหน่งที่ไว้ใช้เรียกผู้บริหารระดับสูงของธนาคาร ที่อาจมาจากการที่ส่วนใหญ่จะเห็นผู้ชายดำรงตำแหน่งนี้กัน ไม่ว่าจะเป็นองค์กรในประเทศและต่างประเทศ เนื่องจากสายงานนี้เป็นเรื่องของการเงิน การลงทุน ที่ต้องใช้กลยุทธ์และการแข่งขันสูง ดังนั้นจึงมักเห็นเพศชายเป็นหัวเรือในการขับเคลื่อน แต่ปัจจุบันจะเห็นได้ว่า “ผู้หญิง” เข้ามามีบทบาทในสังคมการทำงานมากขึ้น ทั้งการเป็นผู้นำในการบริหารองค์กรทั้งภาครัฐและเอกชน ตั้งแต่ระดับกรรรมการบริษัท ผู้บริหารระดับกลาง จนถึงระดับสูง โดยเฉพาะสายงานธนาคารในประเทศไทย ที่เปิดโอกาสให้ผู้หญิงได้แสดงศักยภาพการในทำงานได้อย่างเต็มที่ เราจึงเริ่มเห็นผู้บริหารหญิงเข้ามามีบทบาทในสายงานนี้กันมากขึ้น และเพื่อต้อนรับเดือนมีนาคม ซึ่งเป็นเดือนของสุภาพสตรี จะพาทุกคนไปทำความรู้จัก พร้อมเปิดมุมมองหนึ่งผู้บริหารหญิงเก่งของสถาบันการเงินชั้นนำระดับโลก ที่จะมาทลายนิยามโลกการทำงานสายงานธนาคารของผู้หญิงให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น

คุณโฟร์ท - นฤมล จิวังกูร เล่าว่า หากย้อนกลับไปเมื่อสัก 20 ปี ก่อน หลาย ๆ คนอาจคุ้นเคยกับโฟร์ทในอีกบทบาทหนึ่ง คือการเป็นศิลปินหญิงเดี่ยวของค่ายเพลงลาดพร้าว โดยมีเพลงที่ทำให้เป็นที่รู้จักแก่คนทั่วไป อาทิ นาฬิกาทราย คนที่ใช่ (ในวันที่ผิด) คืนฝนโปรย และเพลง เหตุผล ฯลฯ เป็นต้น ปัจจุบันตำแหน่งรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานตลาดเงินตลาดทุนและหลักทรัพย์บริการ ธนาคารซิตี้แบงก์ ประจำประเทศไทย

หลังจากที่เรียนจบปริญญาโทด้านการเงินจากต่างประเทศ เริ่มต้นทำงานที่ธนาคารซิตี้แบงก์ในตำแหน่ง Management Associate (MA) ควบคู่ไปกับการเป็นศิลปิน โดยใช้วันหยุดจากการทำงานที่ธนาคารไปทำงานอดิเรกที่รักคือการองเพลงโดยที่ผู้ใหญ่ของทั้งสององค์กรเข้าใจและให้โอกาสได้ทำทั้งสองอย่างควบคู่กันไป เนื่องจากเป็นคนที่กล้าลองกับสิ่งที่ท้าทายความสามารถ เพื่อค้นหาสิ่งที่ตัวเองชอบที่สุด เมื่อมีโอกาสเข้ามาก็รีบคว้ามันไว้และมีความเชื่อมั่นว่าสามารถบริหารเวลาเพื่อทำสิ่งที่ตนเองรักทั้งสองสิ่งให้ดีไปพร้อม ๆ กันได้

เธอเล่าว่า การเริ่มต้นทำงานในสายงานธนาคารในปี พ.ศ.2539 ก่อนเกิดวิกฤตวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 ในสายงานห้องค้า (Global Markets) ในส่วน Trading ทำให้เธอได้เห็นถึงสภาพการทำงานของตลาดการเงินที่ผันผวนท่ามกลางวิกฤตนั้นที่ต้องการการวิเคราะห์และการตัดสินใจอย่างฉับไวในตลาดเงินว่าเป็นอย่างไร ความท้าทายในการทำงานช่วงแรกๆ คือผู้ร่วมงานรอบตัว ซึ่งล้วนแล้วแต่จบทางด้านวิศวกรรมศาสตร์ เธอต้องใช้ความอดทน ความตั้งใจและพร้อมเรียนรู้ วิ่งเข้าหาโอกาส เพราะเวลาทุกนาทีมีค่ามีและมีความสำคัญ การทำงานในสายงานนี้ต้องแข่งกับเวลา ต้องมีการตัดสินใจที่รวดเร็วให้ทันความเปลี่ยนแปลงขึ้นลงของตลาด ซึ่งทำให้เธอหลงรักสายงานนี้และบอกกับตัวเองว่า “นี่แหล่ะ คือสิ่งที่เธอตามหา” จากสายงาน Tradingได้ย้ายไปทำงานในสายงานอื่น ๆ ใน Global Markets ไม่ว่าจะเป็น Corporate Sale ทำหน้าที่หลัก ๆ ดูแลเกี่ยวกับ ด้านการบริหารความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน (FX) ของลูกค้าองค์กรต่าง ๆ รวมถึงการคิด Solution ในการบริหารความเสี่ยงที่เกิดจากความผันผวนทางตลาดเงินโดยใช้ด้านตราสารอนุพันธ์ (Derivative) ทำหน้าที่ดูแล หา Solution และเครื่องมือบริหารความเสี่ยงด้านการเงินและการลุงทนให้กับลูกค้าองค์กร และสถาบันการเงิน ซึ่งตรงนี้ทำให้ได้ประสบการณ์ในการทำงานที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการเรียนรู้เรื่องการประสานงานกับคนอื่น ๆ และทำให้ตนเองมีความเข้าใจคนอื่นมากขึ้น และที่สำคัญในแต่ละงานที่ต้องรับผิดชอบ ก็ทำให้ได้เรียนรู้ และพัฒนาตัวเอง  ซึ่งสิ่งหนึ่งที่ยึดเป็นหลักในการทำงาน คือ ต้องทำให้ดีเพราะนี่คืองานที่ได้รับมอบหมายแล้ว และที่สำคัญให้คิดเสมอว่าเราในทุกวันที่เรามาทำงานมันต้องมีอะไรให้เราเรียนรู้ใหม่เสมอ

“ค้นหาตัวเองว่าชอบอะไร แล้วขับเคลื่อนตัวเองไปหาสิ่ง ๆ นั้น การเปิดรับความท้าทายใหม่ๆ

จะทำให้เราได้เรียนรู้และได้ประสบการณ์ และค้นพบว่าอะไรคือสิ่งที่เราสนใจมากที่สุด”

ในปี 2558  นับเป็นอีกจุดสำคัญของชีวิตการทำงาน คือการเข้ารับตำแหน่ง รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานตลาดเงินตลาดทุน และหลักทรัพย์บริการ ธนาคารซิตี้แบงก์ ประเทศไทย ซึ่งคือตำแหน่งปัจจุบัน และเป็นผู้หญิงคนแรกในสายงานนี้ขององค์กรในระดับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยช่วงที่รับตำแหน่งใหม่ ๆ มีคนกล่าวกับเธอว่า “ยินดีต้อนรับสู่เกมส์ของผู้ชาย”แม้จะเป็นคำกล่าวทักทายที่ทำให้ตกใจในครั้งแรกที่ได้ยิน แต่นั่นถือเป็นคำแนะนำและนำมาใช้ในการทำงาน โดยเฉพาะการดึงเอาจุดเด่นและข้อดีของการเป็นผู้หญิงเข้ามาเติมเต็มในการทำงานให้ดียิ่งขึ้น ถือเป็นอีกหนึ่งความท้าทายในชีวิตการทำงานอย่างมาก และเป็นแรงผลักดันให้ก้าวข้ามเพื่อการเติบโตขึ้นไปอีกขั้น เพราะการทำงานในทุก ๆ วันต้องแก้ปัญหาหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็น ลูกค้า ผลิตภัณฑ์ การทำงานต่าง ๆ รวมถึงการดูแลบุคลากร หรือทีมงาน

ตลอดระยะเวลาการทำงาน จะให้ความสำคัญกับ บุคลากร หรือทีมงาน มีความสำคัญต่อการทำงานเป็นอย่างยิ่ง เพราะองค์กรไม่สามารถขับเคลื่อนได้เพียงแค่คนเดียว เนื่องจากโลกและเทคโนโลยีมีการเปลี่ยนแปลงทุกวัน ดังนั้นหากมีบุคลากรที่พร้อมก้าวไปข้างหน้า ก็จะสามารถนำพาทุกคน และองค์กรไปถึงเป้าหมายที่วางไว้ได้ และไม่ว่าคุณจะเป็นเพศอะไร ทุกคนต่างต้องช่วยกันเติมเต็มสิ่งที่อีกฝ่ายขาด พร้อมเลือกใช้ข้อดีของแต่ละฝ่ายที่มี ไปพร้อมกับเสริมในสิ่งที่อีกฝ่ายขาด เพื่อให้เกิดความสมดุล ตลอดจนการทำงานต้องไม่กลัวที่จะกล่าวคำปฎิเสธ ต้องกล้าบอกสิ่งที่คิด สิ่งที่รู้สึก หรือมีความตั้งใจที่จะทำออกไปให้คนอื่นรับรู้ สุดท้ายการที่องค์กรเปิดกว้าง และเห็นความสำคัญของบุคลากร สนับสนุนให้พนักงานได้แสดงความสามารถ และมีโอกาสเติบโตในสายงานก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน

“People is my priority ในโลกการทำงาน บุคลากรเป็นสิ่งสำคัญที่สุด เพราะคนเพียงคนเดียว

ไม่สามารถขับเคลื่อนองค์กรให้ไปถึงเป้าหมายที่วางไว้ได้ ถ้าไม่มีบุคลากรที่ดีที่พร้อมจะก้าวและเติบโตไปด้วยกัน”

ล่าสุดการได้รับรางวัล Best Secondary Market Contribution จากกระทรวงการคลังในงาน Ministry of Finance Award 2019 (MOF Award) คือรางวัลที่มอบให้แก่สถาบันการเงินคู่ค้าพันธบัตรของกระทรวงการคลัง ที่มีบทบาทโดนเด่นในการส่งเสริมสภาพคล่องของพันธบัตรรัฐบาล โดยมีมูลค่าธุรกรรมซื้อขายพันธบัตรรัฐบาลในตลาดรองสูงสุดในปี 2019ถือเป็นรางวัลที่มีความสำคัญต่อสายงานที่กำลังทำอยู่อย่างมาก อีกทั้งยังเป็นแรงผลักดันให้ทุก ๆ คนในองค์กร ต้องเดินก้าวไปข้างหน้าอย่างสม่ำเสมอ ไม่หยุดอยู่กับที่ ไปพร้อมกับการพัฒนาทุก ๆ อย่างให้ดียิ่งขึ้นกว่าเดิมอีกด้วย

ทั้งหมดนี้คือมุมมองของผู้บริหารหญิงมากความสามารถคนหนึ่งของ ธนาคารซิตี้แบงก์ ประเทศไทย ที่อยากจะบอกว่าในโลกการทำงานไม่ว่าคุณจะเป็นเพศอะไร ก็สามารถทำงานได้ดีมีประสิทธิภาพ และสามารถประสบความสำเร็จสูงสุดในสายอาชีพได้เหมือนกัน

“ไม่ว่าคุณจะเป็นเพศอะไร ทุกคนต่างต้องช่วยกันเติมเต็มสิ่งที่อีกฝ่ายขาด พร้อมเลือกใช้ข้อดีของแต่ละฝ่ายที่มี ไปพร้อมกับเสริมในสิ่งที่อีกฝ่ายขาด เพื่อให้เกิดทีมที่สมดุลและพร้อมก้าวไปสู่ความสำเร็จ”