สิงห์ เอสเตท ส่งต่อคุณค่าผ่านแคมเปญ “ถอดทิ้งถูกทาง” สร้างสำนึก ทิ้งแบบไม่คิด... อาจทำร้ายอีกหลายชีวิต

สิงห์ เอสเตท ส่งต่อคุณค่าผ่านแคมเปญ “ถอดทิ้งถูกทาง” สร้างสำนึก ทิ้งแบบไม่คิด... อาจทำร้ายอีกหลายชีวิต

สิงห์ เอสเตท ส่งต่อคุณค่าผ่านแคมเปญ “ถอดทิ้งถูกทาง”

สร้างสำนึก ทิ้งแบบไม่คิด... อาจทำร้ายอีกหลายชีวิต

 

สิงห์ เอสเตท จัดแคมเปญ ถอดทิ้งถูกทาง” รณรงค์ให้คนแยกขยะหน้ากากอนามัย และขยะติดเชื้ออย่างถูกต้อง โดยมุ่งสร้างการรู้ถึงปัญหา ความเข้าใจที่ถูกต้อง การลงมือทำจริงจัง โดยเริ่มต้นด้วยการมอบถุงแยกขยะติดเชื้อ 1 ล้านถุงให้กับกทม. และกองทัพเรือ พร้อมเผยแพร่สื่อออนไลน์เพื่อสร้างความตระหนักรู้ในวงกว้าง

 

บริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นองค์กรที่ให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจควบคู่การพัฒนาชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อม พร้อมทั้งส่งต่อคุณค่าอย่างยั่งยืน เล็งเห็นถึงความสำคัญของการดูแลเจ้าหน้าที่แนวหน้า และชุมชนให้มีความปลอดภัยในวิกฤตการณ์โควิด-19 ซึ่งแม้สถานการณ์ในประเทศไทยจะค่อยๆ ดีขึ้นตามลำดับ แต่ในความเป็นจริงนั้นยังไม่มีวัคซีนรักษาโรคนี้ ความอันตรายก็ยังคงไม่ได้ลดลง และจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเมื่อทุกคน “การ์ดตก” จึงได้จัดแคมเปญ “ถอดทิ้งถูกทาง” ขึ้น เพื่อกระตุ้นให้ทุกคนเห็นถึงความสำคัญของการป้องกันตัวเองอย่างต่อเนื่อง และที่สำคัญคือการช่วยกันลดผลกระทบของขยะหน้ากากอนามัย และขยะติดเชื้อที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนจากวิกฤติโควิด-19 โดยข้อมูลจากสถาบันสิ่งแวดล้อมไทยระบุว่ามีมากถึง 2 ล้านชิ้นต่อวัน ผ่านการสร้างการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่ม ชวนทุกคนมาร่วมกันสร้างคุณค่าให้กับตัวเอง

 

    

 

นายนริศ เชยกลิ่น ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า แคมเปญ “ถอดทิ้งถูกทาง” นี้ ถูกคิดขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์หลักคือ ต้องการสร้างความตระหนักรู้ถึงปัญหา และการจัดการขยะหน้ากากอนามัยซึ่งเป็นขยะติดเชื้อที่อันตราย ที่สามารถแพร่เชื้อโรคไปสู่คนทั่วไป รวมถึงเจ้าหน้าที่ ที่ต้องดูแลและจัดการขยะเหล่านี้ และยังมุ่งหวังให้เกิดการนำความรู้ที่ได้ไปลงมือปฏิบัติอย่างถูกต้อง พร้อมส่งต่อความรู้นี้ให้กับผู้อื่น ผ่าน 3 กระบวนการหลัก คือ

1. การสร้างความตระหนักรู้ถึงปัญหา โดยสื่อสารผ่านการทำคอนเทนท์ออนไลน์ ให้เห็นถึงความอันตราย หากขยะติดเชื้อไม่ได้รับการจัดการอย่างถูกต้อง

2. การให้ความรู้ เกี่ยวกับการทิ้งขยะหน้ากากอนามัย และขยะติดเชื้อ

3. การลงมือทำจริง ด้วยการสนับสนุนถุงแยกขยะติดชื้อให้กับกรุงเทพมหานคร และสร้างความร่วมมือแก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่ม

 

“สิงห์ เอสเตท ให้ความสำคัญกับการสร้างสังคมที่ยั่งยืนและการจัดการขยะทะเลมาอย่างต่อเนื่อง ในสถานการณ์โควิด-19 เรามีความห่วงใยเกี่ยวกับสุขอนามัยของเจ้าหน้าที่และชุมชน ถึงแม้สถานการณ์การเพิ่มของจำนวนผู้ติดเชื้อจะค่อยๆ ดีขึ้น แต่ปริมาณขยะหน้ากากอนามัยและขยะติดเชื้อซึ่งถือเป็นขยะที่ต้องได้รับการจัดการอย่างเหมาะสมและถูกวิธีก็ยังคงมีปริมาณมากถึงราว 2 ล้านชิ้นต่อวัน จึงได้จัดตั้งแคมเปญ”ถอดทิ้งถูกทาง” ขึ้น โดยในเฟสแรกได้ทำการสนับสนุนถุงแยกขยะติดเชื้อให้กับหน่วยงานหน้าด่านสำคัญในการรับมือวิกฤตโควิด-19 ณ ขณะนี้ คือ กรุงเทพมหานคร จำนวน 1 ล้านถุง และกองทัพเรือ จากนั้นในเฟสที่สองของแคมเปญ คือ การรณรงค์การจัดการขยะหน้ากากอนามัย และขยะติดเชื้ออย่างถูกต้อง ผ่าน Clip VDO และ  Social Media เพื่อสร้างจิตสำนึก และพฤติกรรมที่ถูกต้อง  ลดการแพร่เชื้อสู่ผู้คน และลดภาวะขยะสะสมในธรรมชาติ ต่อไป”

 

นายนริศ กล่าวเพิ่มเติมว่า แคมเปญนี้แสดงให้เห็นถึงคุณค่า และประโยชน์ต่อเพื่อนมนุษย์ และสิ่งแวดล้อม ที่เราสามารถสร้างขึ้นได้ง่ายๆ ด้วยตัวเอง ผ่านการจัดการขยะหน้ากากอนามัย และการทิ้งอย่างถูกวิธี โดยเราได้เริ่มลงมือทำส่วนแรกคือ การสนับสนุนถุงแยกขยะติดเชื้อจำนวน 1 ล้านถุง ให้กับกรุงเทพมหานคร เพื่อนำไปใช้ใน 3 หน่วยงานแนวหน้า คือ สำนักอนามัย, สำนักการแพทย์ และสำนักสิ่งแวดล้อม ซึ่งเราหวังว่าจะเป็นส่วนหนึ่งในการแบ่งเบาภาระ และให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ที่เสียสละ ทุ่มเทอย่างเต็มที่ในการปฏิบัติงานเพื่อปกป้องความปลอดภัยให้กับคนกรุงเทพฯ รวมถึงการสนับสนุนถุงแยกขยะติดเชื้อให้กับทางกองทัพเรือ เพื่อนำไปใช้ในสถานที่กักตัวของผู้ต้องเฝ้าระวัง

 

“นอกจากการสนับสนุนด้านสิ่งของแล้ว สิงห์ เอสเตท ยังได้จัดทำวิดีโอคลิปถอดทิ้งถูกทาง ที่สะท้อนถึงอันตรายทุกคนมองข้ามไปของขยะหน้ากากอนามัย โดยเผยแพร่ในสื่อออนไลน์ต่างๆ  ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความตระหนัก โดยเนื้อหานอกจากจะย้ำถึงการแพร่กระจายของเชื้อโรคแล้ว ยังสอนการจัดการขยะหน้ากากอนามัยอย่างถูกวิธีด้วย  คือ ถอดและพับให้ด้านในติดกัน ใส่ถุงแยกเขียนกำชับว่าหน้ากากอนามัย และนำไปทิ้งในถังขยะติดเชื้อ โดยแคมเปญรณรงค์นี้ เราต้องการให้เกิดพฤติกรรมการทิ้งขยะติดเชื้อที่ถูกต้อง และยังคาดหวังถึงการบอกต่อสิ่งดีๆ นี้ต่อไปสู่สังคมในวงกว้าง”